Top News

ส่วนผสม

สำหรับ 1 ขวดใหญ่ (ประมาณ 3 แก้ว)
-เมล็ดกาแฟที่ชอบ

วิธีทำ
เวลาเตรียมส่วนผสม: 15 นาที
เวลาปรุงอาหาร: 8 ชั่วโมง
1
บดเมล็ดกาแฟ 55g ให้ละเอียดปานกลาง ประมาณเท่าเม็ดทราย แบบในรูป
ถ้าบดละเอียด จะเข้ม แต่ว่าอาจจะมีผงกาแฟออกมาที่นม ถ้าบดหยาบ รสชาติกาแฟอาจจะอ่อน

2
ใส่กาแฟเข้าไปในช่อง filter ของขวดทำ cold brew และจึงค่อยๆเทนมให้ "ผ่าน" กาแฟที่เราใส่ไว้ แต่อย่าให้กาแฟออกมาปนกับนมนะครับ ขวดทำ cold brew หาซื้อได้ตามห้างอิเซตัน เจเจมอลล์ หรือห้างชั้นนำทั่วไป ราคาประมาณ 1,000 บาท
ผมมักจะใช้ตะเกียบคนให้กาแฟเปียกหมดก่อน (ตามรูป) เพื่อให้รสกาแฟออกมาได้เร็วขึ้น

3
เทนมให้เต็ม เขย่านิดหน่อย และเอาเข้าตู้เย็น ทิ้งไว้สัก 8 ชม. แล้วแต่ความชอบ ยิ่งแช่นานยิ่งมีรสออกแอลกอฮอล์หน่อยๆ เสร็จแล้ว! ง่ายมาก!
-------------------------
https://www.kreuangdeum.com/1142
ส่วนผสม
ตะไคร้ 3-5 ต้น
น้ำเปล่า 3 ถ้วยตวง
น้ำตาล, น้ำมะนาว
วิธีทำ
1.ล้างตะไคร้ให้สะอาด หั่นเป็นท่อน จากนั้นบุบให้แตก
2.ตั้งน้ำพร้อมใส่ตะไคร้ที่บุบแล้วลงไปต้มจนเดือด หรี่ไฟปานกลางต้มต่อไปสักพัก จึงค่อยปิดแก๊ส
3.กรองน้ำตะไคร้ที่ต้มแล้วด้วยผ้าขาวบาง จากนั้นจึงค่อยเติมน้ำตาลลงไปคนให้ละลาย (กะปริมาณตามความชอบ)
4.เพิ่มรสชาติด้วยน้ำมะนาวสักนิด เพียงบีบใส่แก้วที่ตักน้ำตะไคร้เตรียมไว้ คนให้เข้ากัน จะดื่มแบบร้อนหรือเย็นก็หอมสดชื่น ได้รสชาติอมเปรี้ยวอมหวาน อร่อยเหมือนกัน
----------------------------------
https://www.kreuangdeum.com/1088

     อยากปาร์ตี้แต่ไม่อยากดื่มแอลกอฮอล์ มาจดสูตรบลูเลมอน วิธีทำอิตาเลียนโซดา แบบง่าย ๆ สีฟ้าสดใสรสชาติโดนใจ พร้อมซ่าทุกสถานการณ์
     วันว่าง ๆ ก็อยากจะสรรหาเครื่องดื่มชิค ๆ คูล ๆ มาดื่มสักแก้ว อากาศร้อนแบบนี้ขอเป็นอิตาเลียนโซดาสักแก้วแล้วกัน แต่ใคร ๆ ก็รู้ว่า ถ้าออกไปนั่งตามร้านคาเฟ่ชิค ๆ อิตาเลียนโซดา ราคาแพงน่าดู วันนี้กระปุกดอทคอมมีสูตรอิตาเลียนโซดาทูโทนมาฝาก เป็นสูตร บลูเลมอนเย็นฉ่ำ รสชาติจี๊ดจ๊าดซาบซ่าโดนใจ สูตรจาก คุณ oeynuttida สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ถ้าพร้อมแล้วก็มาดูวิธีทําอิตาเลียนโซดา หลายสีกันได้เลย
     ต้อนรับเดือนสิงหาคม >> บลูเลมอนไอซ์ซี้ดดด อิตาเลียนโซดาแบบที่แม่ต้องร้อง AHA… สดชื่นนนน !!!!! โดย คุณ oeynuttida สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
     วันก่อนแม่บ่น ๆ ว่าอากาศเดี๋ยวนี้ร้อนขึ้นทุกวัน ทั้ง ๆ ที่ฝนก็ตกนะ พัดลมตัวเดียวเอาไม่อยู่ละ ไหน ๆ ก็จะถึงวันแม่ เตรียมเซอร์ไพรส์ให้แม่ด้วยการหาวิธีคลายร้อนทำให้แม่สดชื่นขึ้นดีกว่า เลยลองคิดว่าจะทำอะไรดี ซื้อพัดลมเพิ่มก็ไม่ไหว (ที่บ้านมีพัดลม 4 ตัวละ) ซื้อแอร์ก็ไม่ไหว (เกินงบไป) เอาเป็นว่าทำน้ำหวานเย็นชื่นใจให้แม่กินคลายร้อนละกันกับเมนู "บลูเลมอนไอซ์ซี้ดดด"
     เมนูนี้เป็นแบบอิตาเลียนโซดาที่ดื่มแล้วสดชื่นตื่นเต็มตาจนแบบว่า ต้องร้องซี้ดดดดเลยล่ะ 555555 ถ้าใครอยากรู้ว่าจะซี้ดขนาดไหนมาเตรียมตัวลงมือทำกันเลยดีกว่า เริ่มจากเตรียมวัตถุดิบดังต่อไปนี้
ส่วนผสม บลูเลมอน
     • น้ำเชื่อมแต่งกลิ่นสีฟ้ากับสีเขียว (เราใช้เป็นมิตเต้ของมิตรผลกลิ่นบลูชิตรัสกับกลิ่นเมลอนญี่ปุ่นได้มาจากงานสหพัฒน์ฯ)
     • โซดา (เราใช้ตราสิงห์หาซื้อง่ายดี)
     • น้ำเลมอน (เราใช้ของยี่ห้อ Floridas Natural หาซื้อได้ตามซูเปอร์สโตร์ทั่วไป) หรือถ้าใครหาซื้อไม่ได้ให้ใช้เลมอนสดอย่างเดียวได้เลย
     • เลมอนสด 2-4 ลูก (ถ้าใช้เลมอนสดอย่างเดียวประมาณ 10 ลูกนะคะ)
     • น้ำตาลทราย ประมาณ 5 ช้อนโต๊ะ 
     • น้ำเปล่า 20 ช้อนโต๊ะ (สำหรับทำน้ำเชื่อม)
     • ใบสะระแหน่
     • บลูเบอร์รีสด (ไม่มีก็ไม่เป็นไรจ้า เอาไว้ตกแต่งให้สวยงาม)
     • พิมพ์ไอศกรีม (หาซื้อได้ตามไดโซะ)
     • อุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ เช่น แก้วทรงสูง ไม้ไอศกรีม หลอด
เตรียมครบแล้วเรามาเริ่มลงมือทำกันเลย

     • น้ำที่เราจะทำวันนี้จะแบ่งเป็น 2 ส่วนจ้า คือ ส่วนของไอศกรีม+น้ำแข็ง กับส่วนตัวอิตาเลียนโซดา
     • ส่วนแรก ส่วนของไอศกรีม+น้ำแข็ง
     • เริ่มต้นด้วยการทำน้ำเชื่อมเลยจ้า จะเอาเข้าไมโครเวฟหรือต้มจนน้ำตาลละลายก็ได้ เสร็จแล้วก็พักเอาไว้ รอให้เย็น ไปทำอย่างอื่นต่อ
     • ระหว่างที่รอน้ำเชื่อมเย็น เรามาคั้นเลมอนกันต่อเลย ของเราซื้อเลมอนมาแค่ไม่กี่ลูกเลยใช้น้ำเลมอนแบบขวดเอามาผสมด้วย (ถ้าไม่มีเลมอน อันนี้ใช้น้ำมะนาวแทนก็ได้นะ)
     • พอเสร็จแล้วก็เอาน้ำเลมอนที่เราคั้นเรียบร้อยมาผสมกับน้ำเชื่อม ชิมให้ได้รสชาติที่ชอบ เน้นเปรี้ยวนำหน่อยนะ เพราะว่าเดี๋ยวเราจะเอาไปผสมกับไซรัปอีก รสจะได้ออกมากลมกล่อม สดชื่นนนนนนน
     • จากนั้นก็เทลงพิมพ์ไอศกรีม ใส่บลูเบอร์รีลงไปด้วยจะได้ดูน่ารักมุ้งมิ้งไปอีก แล้วใส่ด้ามจับไอศกรีมจะเป็นแบบที่ให้มากับพิมพ์ หรือหาไม้เสียบลูกชิ้นมาแทนก็ได้ เสร็จแล้วนำเข้าช่องฟรีซ รอจนกว่าจะแข็งเลยจ้า
     • ระหว่างที่รอไอศกรีมแข็งก็มาทำน้ำแข็งสี ๆ ไว้ตกแต่งเพื่อความสวยงามต่อ อันนี้เราใช้มิตเต้รสบลูชิตรัส 10 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเปล่า 20 ช้อนโต๊ะ ส่วนสีเขียวใช้มิตเต้รสเมลอนญี่ปุ่นคนให้เข้ากัน เทลงพิมพ์น้ำแข็งและนำไปแช่ช่องฟรีซ (เพิ่งสังเกตตอนทำเสร็จถ่ายเสร็จว่าพิมพ์เขลอะมาก5555555)
     • พอไอศกรีมแข็งตัวดีแล้ว ก็จะออกมาหน้าตาน่ารักน่ากินแบบนี้... (ลองชิมไปแท่งหนึ่ง เปรี้ยวหวานสดชื่นมว๊ากกกก)
     • ได้ตัวไอศกรีมเลมอนกับน้ำแข็งแล้ว เราก็มาทำส่วนที่สองคือ ตัวอิตาเลี่ยนโซดากัน เริ่มจากเอาน้ำแข็งรสบลูชิตรัสและรสเมลอนที่ทำเป็นน้ำแข็งไว้ใส่ลงในแก้วก่อน
     • แล้วก็เทมิตเต้รสบลูชิตรัสตามลงไปในแก้วที่เตรียมไว้ กะว่าสูงจากก้นแก้วประมาณ 1-2 เซนติเมตร เพื่อความสวยงาม
     • เสร็จแล้วก็เอาไอศกรีมใส่ลงไปในแก้วแล้วใส่โซดาตามลงไปเลย เทลงไปจนเต็มก็จะได้แล้ว
     • ตกแต่งแก้วให้สวยงามก็พร้อมเสิร์ฟแล้ว
     • หรือจะต่อยอดไอเดียดัดแปลงนิด ๆ ก็เก๋ดีนะ อย่างเราเอาน้ำเลมอนแบบขวดที่เหลือมาเทใส่พิมพ์น้ำแข็งแบบกลม นำไปแช่ฟรีซ พอแข็งแล้วก็เอามิตเต้รสบลูชิตรัส มาเทใส่แก้ว นำน้ำแข็งเลมอนใส่ให้เต็ม ราดโซดาทับ ตกแต่งด้วยเลมอนสด ก็อร่อยไม่แพ้กันเลยนะ แถมใช้วัตถุดิบเดียวกันด้วย ไม่เหลือทิ้งให้เสียดาย

     สุดท้ายทำเสร็จก็ต้องให้แม่ชิม (คือไม่เซอร์ไพรส์วันแม่ละ เพราะแม่มาแอบดูตั้งแต่เราเริ่มเตรียมอุปกรณ์แล้วและลุ้นว่าจะกินได้รึเปล่า) สรุปคือ แม่บอกว่าปลื้มจ้า สดชื่นขอสอง 5555555555  (แต่ก็ยังต้องนั่งจ่อพัดลมอยู่นะ) ขอบคุณที่ติดตามจ้า
     ซ่า... ไม่จำเป็นต้องมีโอกาสพิเศษก็ทำบลูเลมอนไว้ดื่มกันในครอบครัวได้ หน้าตาเก๋ไก๋รสชาติ ปาร์ตี้ไหน ๆ ก็จัดไป
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
โดย คุณ oeynuttida สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม
#ใครเป็นบ้าง!! ทำไมเวลา "เมา" แล้วชอบส่งข้อความหรือโทรหา "แฟนเก่า"
            เนื่องจากแอลกอฮอล์ในเหล้าสามารถผ่านเข้าสู่สมองไปออกฤทธิ์กับสมองหลายส่วน หนึ่งในส่วนที่น่าสนใจ คือ สมองส่วน Prefrontal Corfex ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจหรือยับยั้งชั่งใจ เมื่อแอลกอฮอล์เข้าไปจู่โจมสมองส่วนนี้ ความยับยั้งชั่งใจจะลดลง ความในใจหรือสิ่งที่ติดอยู่ในใจจะมีโอกาสพรั่งพรูออกมาได้ง่ายขึ้น หลายครั้งที่การดื่มแล้วโทร หรือ ดื่มแล้วไลน์ ส่งผลให้เราพูดหรือส่งข้อความที่ไม่เหมาะสมออกไป

ดังนั้น นอกจากจะ "เมาไม่ขับ" แล้ว ควร "เมาไม่แตะโทรศัพท์" ด้วยนะจ๊ะ!!! จะได้ไม่ต้องมานั่งปวดหัวหนักยิ่งกว่าแฮงก์ปกติในยามเช้า
 _____________________________________________________
ภาพจาก Google.com
 
น้ำมันมะพร้าวลดน้ำหนัก 

          ปีที่ผ่านมาประชาชนชาวไทยนิยมบริโภคน้ำมันมะพร้าวกันมากมาย ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับแพทย์รุ่นพี่ถึงการใช้น้ำมันมะพร้าว แพทย์รุ่นพี่บอกว่าได้รับการบอกกล่าวมาว่าช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงโดยนำมาอืมกลั้วปากตอนเช้า  คือตื่นนอนตอนเช้าให้อมน้ำมันมะพร้าวกลั้วปากแล้วบ้วนทิ้ง แต่ต้องเป็นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนะ

          ผู้เขียนเลยถามว่าทำแล้วเป็นอย่างไรบ้าง พี่หมอตอบว่าก็ดีนะ เพราะน้ำมันมะพร้าวช่วยกำจัดเชื้อโรคต่างๆในปากลดการเกิดอักเสบของเหงือกได้
          เมื่อได้ฟังดังนั้นผู้เขียนจึงเริ่มให้ความสนใจกับน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น แต่ช่วงนั้นยังไม่สามารถหาซื้อเพื่อมาลองได้
         ต่อมาผู้เขียนได้ไปงานมหกรรมการแพทย์แผนไทยที่จัดโดยกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในครั้งนั้นมีการนำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นมาวางจำหน่ายมากมาย ผู้เขียนเดินวนไปมาเพื่อจะดูรายละเอียดผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวของบริษัทต่างๆ แต่ยังทำใจซื้อไม่ได้เนื่องจากราคาแพง และยังไม่มั่นใจในสรรพคุณว่าจะเป็นไปตามที่โฆษณาหรือไม่
         หลังจากกลับมาทำงานที่โรงพยาบาล มีเหตุให้ต้องสนใจน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นอีกครั้งเพราะเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลนำมากิน และผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยและสอบถามถึงผลในการนำมาใช้ เจ้าหน้าที่บอกว่ากินเพื่อลดไขมันในเลือดและลดน้ำหนัก พบว่าช่วงที่กินนั้น ผลเลือดหรือระดับไขมันในเลือดลดลงจนอยู่ในเกณฑ์ปกติและน้ำหนักก็ลดลงด้วย แต่พอหยุดกินก็กลับมาขึ้นอีก ผู้เขียนถามย้ำว่าได้ผลจริงหรือ เจ้าหน้าที่บอกว่าจริงค่ะ ถึงตอนนี้จึงเริ่มสนใจมากขึ้นและเมื่อมาคนข้อมูลว่าน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นคืออะไรและมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง พบว่ากรรมวิธีการทำนั้นไม่ยากค่ะ แต่ต้องใช้เวลาและต้องรักษาความสะอาดมากๆ ที่สำคัญ เข้าใจแล้วค่ะว่าทำไมราคาแพง เพราะกว่าจะได้มานั้นยาก เนื่องจากต้องใช้มะพร้าวในปริมาณมากนำมาสกัดเป็นน้ำมัน แถมปัจจุบันมะพร้าวก็มีราคาแพง
          เมื่อดูข้อมูลพบว่า น้ำมันมะพร้าวมีสรรพคุณลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในปากได้ ดังนั้นการนำมาอมบ้วนปากจึงน่าเชื่อถือว่าได้ผลจริง และสามารถลดไขมันในเลือดที่เป็นไขมันตัวร้ายและสร้างไขมันตัวดีได้ ถ้าท่านผู้อ่านจะนำไปใช้ก็ไม่เสียหายค่ะ ผู้เขียนขอยกมือสนับสนุน
          แล้วเหมือนพระเจ้าจะดลบันดาลให้มีโอกาสลองใช้น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เพราะเมื่อเดือนที่ผ่านมาผู้เขียนได้ไปงานมหกรรมการแพทย์แผนไทยซึ่งจัดที่จังหวัดพิษณุโลก มีโอกาสเดินดูสินค้าที่นำมาวางจำหน่ายและแล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น คิดในใจว่า ถึงเวลาที่ต้องลองกินแล้วมั้ง ถ้ากินไม่ได้ก็สามารถนำไปหมักผมได้ ว่าแล้วก็ซื้อมาตั้งไว้ที่บ้าน ยังไม่ลองค่ะ
         จนกระทั่งวันที่ฟ้าประทานว่าควรจะกินได้แล้วก็มาถึง เมื่อผู้เขียนได้คุยกับพยาบาลที่รู้จักกัน ตอนแรกก็คุยกันเรื่องความสวยความงามและมีการสอบถามเรื่องการลดน้ำหนัก เพราะก่อนหน้านั้นผู้เขียนได้ให้คำแนะนำเรื่องเทคนิคการลดน้ำหนักและการออกกำลังกาย เมื่อเจอกันก็มีการสอบถามความคืบหน้าเพราะเห็นว่าน้ำหนักลดไปมาก ปรากฏว่ารถไป 9 กิโลกรัมภายใน 2 เดือน ว้าวๆ ยินดีด้วย ทำได้อย่างไร
          คุณพยาบาลบอกว่า ต้องมีวินัยมาก ต้องอดทนทุกอย่าง และนอกจากคุมอาหารและออกกำลังกายสม่ำเสมอแล้ว ยังมีตัวช่วยที่ทำให้ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น คือ กินน้ำมันมะพร้าวก่อนอาหารเช้า ช่วยให้การลดน้ำหนักเร็วขึ้นจริงๆค่ะ โอ ไม่น่าเชื่อ เมื่อได้ฟังดังนั้นผู้เขียนก็ตาโต และคิดว่าถึงเวลาที่ต้องลองแล้วค่ะ

        ว่าแล้วเย็นนั้นก็ได้เวลาลองค่ะ เพราะน้ำมันมะพร้าวนั้นสามารถกินได้ไม่เกินวันละ 1- 2 ช้อนโต๊ะ ถ้าเกินกว่านั้นแทนที่จะช่วยลดน้ำหนักจะกลายเป็นตรงกันข้ามค่ะ ดังนั้นผู้เขียนจึงแบ่งกินวันละ 2 ครั้งก่อนอาหารเช้าและเย็นโดยกินก่อนอาหาร 15 นาทีค่ะ
          ท่านผู้อ่านคะ ที่ผู้เขียนรีรอไม่กินมาตั้งนานเพราะกลัวกินจนคิดว่าตัวเองจะกินไม่ได้ แต่เมื่อลองกินครั้งแรกปรากฏว่ามึงกินง่ายกว่าที่คิด กลิ่นหอมดี เหมือนกินกะทิ จึงสอบผ่านและกลืนได้อย่างรวดเร็ว ลองสังเกตตัวเองว่าจะมีอาการท้องเสียหรือถ่ายบ่อยเหมือนในตำราหรือเปล่า ปรากฏว่าสบายดี ไม่มีอาการอะไรค่ะ
          ท่านผู้อ่านคงอยากทราบว่า แล้วน้ำหนักตัวที่เป็นสุดยอดของความปรารถนาทั้งผู้เขียนและของท่านผู้อ่านจะลดไหมผลปรากฏว่า โดยส่วนตัวน้ำหนักผู้เขียนก็ลดค่ะ แต่ไม่ได้รวดเร็วมากมาย เพราะการลดน้ำหนักนั้น ปัจจัยสำคัญคือการควบคุมปริมาณอาหารในแต่ละวัน ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
          เมื่อสอบผ่านการกินน้ำมันมะพร้าว ผู้เขียนจึงลองใช้น้ำมันมะพร้าวหมักผลต่อเพราะหาเวลาที่จะไปทำทรีตเมนต์ (treatment) ผมนั้นแทบไม่มี เลยต้องใช้วิธีธรรมชาติและทำได้ด้วยตัวเองง่ายๆ คือ นำน้ำมันมะพร้าวมาชโลมผมให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ 10 - 15 นาที แล้วไปสระผมตามปกติ
         ท่านผู้อ่านคะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า แค่ครั้งแรกผมก็นุ่มสลวยแล้ว กรี๊ดแตกเลยค่ะ ไม่ต้องไปเสียงเงินค่าทำทรีตเมนต์ผมที่ผู้เขียนรู้สึกว่าแพงแสนแพงให้กับร้านอีกแล้ว (หวังว่าร้านทำผมคงไม่เกลียดผู้เขียนนะคะ) เมื่อผลลัพธ์ออกมาดีทั้งช่วยลดน้ำหนักและเสริมความเหงางามให้กับเส้นผมอย่างนี้ก็ฟินสิคะ
          แต่ยังไม่หมดค่ะ คุณประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนี้ยังสามารถนำไปเช็ดหน้าเพื่อล้างเครื่องสำอาง โดยผู้เขียนได้สอบถามคนที่ใช้พบว่าได้ผลดี ผิวหน้าดูเนียนขึ้น ฝ้าก็ดูเหมือนจะเลือนไป สิวก็ไม่ขึ้นค่ะ ถามว่าแล้วได้ลองหรือยังคำตอบคือยังค่ะ เค้าลักษณะผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกันดังนั้นผู้เขียนขอใช้น้ำมันมะพร้าวกินกับชโลมผมแค่นี้พอก่อนค่ะ           ถ้าใช้ครบทุกอย่างประเดี๋ยวผู้อ่านจะสวยเวอร์เกินไปค่ะ อิอิ
_____________________________________________________
Data from:  Google
Images form: ThaiJobsGov
 
เชื่อว่านักดื่มทุกคนที่กำลงอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก คงเป็นกังวลว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิดจะทำให้เกิดความอ้วนมากเกินไปได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำอธิบายดีๆที่จะทำให้คุณร้องอ๋อ และเข้าใจในการดื่มของมึนเมามากขึ้นอีกเยอะ มาดูกันเลย
กินเท่าไหร่ถึงจะเรียกว่า “พอดี”
สิ่งมึนเมาแต่ละประเภทสามารถแบ่งออกเป็น “หน่วยบริโภค” ง่ายๆ ได้ดังนี้
Beer 1 ขวดเล็ก 360-440 ml = 3 Units
Wine แก้วเล็ก 125-150 ml – 1.5 Units
Alcopop หรือพวก เหล้าอัดลมซ่าๆ 1 ขวด 275-360ml – 1.5 Units
เหล้า alc 40% 1 กลม 750 ml – 30 Units!! (ท่านชาย 1 กลม กิน 10 วัน)
เหล้า alc 40% 1 shot 25ml – 1 Unit
unit เหล่านี้ อ้างอิงมาจากเว็บ http://www.drinkaware.co.uk/ ซึ่งเป็นเว็บที่ช่วยเราคำนวนประมาณเหล้าที่ดื่มได้พอเหมาะและไม่ทำร้ายสุขภาพมากจนเกินไป

แล้วดื่มเท่าไหร่ถึงจะดี
ผู้ชาย ดื่มไม่เกิน 3-4 Unit ต่อวัน
ผู้หญิง ดื่มไม่เกิน 2-3 Unit ต่อวัน
อย่างไรก็ตาม คนที่กำลังอยากจะฟิตหุ่นต้องคำนึงถึง Calorie ในเครื่องดื่มแต่ละประเภทด้วย เพราะพลังงานที่เราได้รับจากการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณอ้วนขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัว
Calorie ในของมึนเมาเป็นเท่าไรกัน
เหล้า – 1 Shot (1.5 oz หรือประมาณ 45ml) = 90-100 calories
เบียร์ – 1 กระป๋อง / 1 ขวดเล็ก (356ml) 120-160 calories
ไวน์ (ทั้งแดง ขาว และแชมเปญ) – 1 แก้ว (150ml) 100-110 calories
Ready to Drink หรือพวก เหล้าอัดลม ไวน์อัดลม – 1 ขวดเล็ก (360ml) 250-300 calories
สรุป กินเหล้าแล้วอ้วนไหม….
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะอ้วนหรือไม่อ้วนไม่ได้ขึ้นอยู่ที่ตัวเหล้า แต่อยู่ที่ Calorie ที่เราได้รับเข้าไปต่างหาก แต่เพราะเหล้ามีแอลกอฮอล์เป็นส่วนประกอบ และแอลกอฮอล์ก็เป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้อ้วนได้ด้วย เนื่องจากแอลกอฮอล์ให้พลังงานประมาณ 7 Calories ต่อ 1 กรัม และเมื่อร่างกายได้รับมันเข้าไป ระบบการเผาผลาญจะเปลี่ยนแปลงไป ร่างกายจะสั่งให้รีบๆย่อย Alcohol ให้หมดเสียก่อน ดังนั้นเวลาเราดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปมากๆ ร่างกายของเราก็จะหยุดการใช้ไขมัน ซึ่งเป็นผลทำให้เราอ้วนขึ้นได้นั่นเอง
แต่ถ้าพูดตามความจริงแล้ว สาเหตุหลักๆที่ทำให้อ้วนไม่ได้มาจากการดื่มเครื่องดื่มมึนเมาเพียงอย่างเดียวหรอก แต่ต้องนับการกินกับแกล้ม และซัด Mixer ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้พาอ้วนด้วย เพราะหากคำนวณปริมาณพลังงานที่ร่างกายได้รับแล้ว กับแกล้มเหล่านี้ให้พลังงานสูงกว่าหลายเท่าตัว

สุดท้ายแล้ว ก็คงต้องบอกว่า การดื่มเหล้าหรือเบียร์ไม่ได้แย่หรือทำให้อ้วนจนเกินไป แต่หากดื่มเยอะเกินไปและไม่สามารถยับยั้งสติของตัวเองได้ ก็จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุและทำลายสุขภาพในระยะยาวได้ ดังนั้น ก่อนจะดื่มทุกครั้ง อย่าลืมพกสติไปด้วย จะได้ปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรงทุกคนนะคะ

Data from: fitjunctions.com
 
เหล้าหรือสุราเป็นสารเสพติดที่ทำลายร่างกายและสมองของผู้ดื่มในระยะยาว ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนมากมาย ผู้ที่ดื่มเหล้าจนติดนั้น มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดื่ม ทำให้ความรับผิดชอบหน้าที่ต่างๆบกพร่องไป เช่น การงานหรือครอบครัว และไม่สามารถควบคุมการดื่มทั้ง ปริมาณ ความถี่ หรือไม่สามารถหยุดดื่มได้
ในปัจจุบันได้มีวิธีรักษาโรคติดสุรา ด้วยยาได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่
ยา acamprosate (ACP) ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย มีชื่อทางการค้าว่า Campral ยาชนิดนี้จะไปออกฤทธิ์กับระบบสารสื่อประสาทชนิดกลูตาเมท (glutamate) และ GABA แต่ยังไม่ทราบกลไกการออกฤทธิ์ที่เกี่ยวข้องกับสุรา
ยา extended-release injectable naltrexone (ERIN) เป็นยาฉีดออกฤทธิ์ยาวที่ยังไม่มีใช้ในประเทศไทยเช่นกัน มีชื่อทางการค้าว่า Vivitrol ออกฤทธิ์เช่นเดียวกับยา naltrexone แต่จะออกฤทธิ์ได้นาน 30 วัน

ยา naltrexone (NTX) มีชื่อทางการค้าว่า Revia / Depade ยาชนิดนี้ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย เป็นยาที่ออกฤทธิ์โดยการไปปิดกั้นตัวรับชนิดโอปิออยด์ (opioid receptors) ซึ่งมีผลทำให้สามารถลดความอยากและความพอใจจากการดื่มลง
ยา disulfiram (DSF) เป็นยาที่ประเทศไทยนำมาใช้ในการเลิกเหล้า เมื่อผู้ป่วยดื่มสุรา ยาจะออกฤทธิ์ไปยับยั้งการสลายแอลกอฮอล์ ทำให้ระดับ acetaldehyde ในเลือดสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการวูบวาบ คลื่นไส้ หัวใจเต้นเร็ว และเหงื่อออก
     อย่างไรก็ตาม ยาที่เหมาะสมและปลอดภัยกับตัวผู้ดื่มมากที่สุดคือยาที่ได้รับจากแพทย์ แนะนำว่าหากต้องการที่จะได้ยา ควรพาผู้ดื่มไปพบจิตแพทย์ เพราะจิตแพทย์จะตรวจประเมินระดับอาการของผู้ดื่ม และจ่ายยาให้ผู้ดื่มในขนาดยาที่เหมาะสม หรือหากจิตแพทย์เห็นว่ามียาตัวอื่นที่เหมาะสมกับอาการของผู้ดื่มมากกว่า ก็จะจ่ายยาให้ตามสมควร
ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยาอะไรก็ตาม การรับยาจากจิตแพทย์ถือว่าปลอดภัยที่สุด และเพิ่มโอกาสสูงที่จะทำให้สามารถเลิกสุราได้สำเร็จ yes



Data from: 1413.in.th
 
(กลัว)เบาหวาน ดื่มเครื่องดื่มหวานๆ ได้ไหม
ดื่มอะไรดี?

          เวลาตรวจผู้ป่วยเบาหวาน คำถามหนึ่งที่จะถูกถามคือ
กินของหวานได้ไหม บางครั้งเวลาญาติอยู่ด้วยจะมีการฟ้องหมอว่าผู้ป่วยแอบกินหวาน แอบกินขนมน้ำหวานแล้วทำให้น้ำตาลขึ้น

เบาหวานไม่ใช่แค่กินน้ำตาล
          เบาหวานคือโรคที่เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของอินซูลิน อินซูลินเป็นฮอร์โมรนที่ช่วยในการดึงเอาน้ำตาลในเลือดเข้าเซลล์ ถ้าไม่มีฮอร์โมนนี้ร่างกายก็ใช้พลังงานได้ไม่ดี ส่วนระดับน้ำตาลที่สูงก็คือผลที่ตามมา
          ในเบาหวานชนิดที่ 1 คือร่างกายขาดฮอร์โมนนี้ ส่วนเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายมีฮอร์โมนนี้แต่ว่าการใช้งานเสียไป โดยมักเกิดร่วมกับความอ้วน
          ดังนั้นในผู้ป่วยบางคนที่เป็นเบาหวานมากๆ บางคน ต่อให้ไม่กินของหวานเลย กินแต่อาหารตามปกติ น้ำตาลในเลือดก็สูงอยู่ดี

การเลือกกินเลือกดื่มของผู้ป่วยเบาหวาน
          ปัญหาของเบาหวาน จริงๆ เริ่มมาจากการได้รับพลังงานเข้าไปในร่างกายมากเกินไป พอมากไปก็ไปสะสมเป็นไขมัน แล้วไขมันก็กลับไปทำให้ฮอร์โมนอินซูลินทำงานได้ไม่ดีเป็นวัฏจักร ดังนั้นถ้ากินอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย น้ำหนักขึ้น อ้วนขึ้น แม้ว่าจะไม่กินของหวานเลย เบาหวานก็อาจจะไม่ดีขึ้นก็ได้
          คนที่เป็นเบาหวานไปรักษาในโรงพยาบาลจึงมักจะได้รับการส่งไปเรียนที่คลินิกเบาหวาน โดยพยาบาลหรือนักกำหนดอาหารจะสอนเรื่อง “อาหารแลกเปลี่ยน” ซึ่งเป็นการสอนการกินแต่พอดี และสลับสับเปลี่ยนอาหารให้หลากหลายไม่เบื่อ
          ซึ่งหากเราสังเกตจะพบว่า ในอาหารบางชนิดที่สอน ก็มีผลไม้ที่หวานๆ อยู่ด้วย เพียงแต่ว่าปริมาณที่กินได้ก็จะน้อยกว่าอาหารแบบอื่น และหากวันไหนกินผลไม้หวานๆ หรือขนมหวานเข้าไปก็ต้องตักข้าวออกในปริมาณพลังงานที่ใกล้เคียงกัน

งั้นเป็นเบาหวานดื่มเครื่องดื่มรสหวานได้ไหม
          คำตอบคือ ดูที่ปริมาณน้ำตาล หรือพลังงานที่ได้รับค่ะ
          ประการแรก เราไม่ควรตัดสินที่รสชาติหรือความหวานอย่างเดียว
เพราะเครื่องดื่มหลายชนิดที่มีรสชาติหลักคือขม เช่น ชาหรือกาแฟ
เมื่อใส่น้ำตาลเข้าไปจะทำให้เกิดความหวานน้อยกว่าปกติ การจะให้หวานได้มากก็ต้องใส่น้ำตาลเข้าไปมากๆ ดังนั้นหากตัดสินแค่รสชาติอย่างเดียวก็จะได้รับน้ำตาลมากกว่าปกติ
          ประการที่สอง เราไม่ควรเชื่อคำโฆษนาที่แปะที่หน้าผลิตภัณฑ์ไปทั้งหมด เพราะเครื่องดื่มที่วางขายในท้องตลาด จะมีการใช้คำเพื่อชักชวานคนให้ดื่มในรูปแบบต่างๆ กัน เช่น ระบุว่า “ไม่มีน้ำตาล”
(แต่ไขมันเพียบ) “หวานน้อย” (แต่พอดูปริมาณน้ำตาล โอ้! ไม่น้อยนะ) “ไขมันต่ำ” (ไขมันต่ำแต่น้ำตาลสูง) บางชนิดไม่ได้พูดถึงน้ำตาลในชื่อน้ำตาล แต่เปลี่ยนชื่อสารอื่น เช่น ฟรุคโตส คอร์นไซรัป น้ำผึ้ง ซึ่งก็เป็นน้ำตาลอยู่ดี
          ดังนั้นเวลาจะเลือกซื้อสินค้าที่เป็นเครื่องดื่ม ก็ควรเลือกชนิดที่ไม่ให้พลังงานหรือให้พลังงานต่ำ... เอาต่ำแค่ไหน... สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน เราอาจจะเลือกที่ตัวเลขไม่เกิน 60 กิโลแคลอรี่ซึ่งเท่ากับค่าอาหารแลกเปลี่ยนในหมวดผลไม้

เครื่องดื่มไหนควรระวัง เครื่องดื่มไหนดื่มได้ คนเป็นเบาหวาน มีทางเลือกแบบไหน
          1. น้ำเปล่า ดื่มได้แน่นอน ถ้าเป็นน้ำสะอาดเปล่าๆ ดื่มดับกระหายไม่ให้พลังงานอยู่แล้วไม่ต้องกังวล
          2. โซดา น้ำเปล่าอัดแก็ส ไม่มีแคลอรี่ ดื่มไปเลย แช่เย็นยิ่งอร่อย
ซึ่งในบางคนที่ติดน้ำอัดลมก็แนะนำว่าให้ซื้อโซดามาผสมกับน้ำเปล่าจากนั้นแช่ไว้ในตู้เย็น เลากระหายน้ำมากๆ แล้วจะมาดื่ม เราก็จะได้ไม่ต้องไปหยิบเอาน้ำหวานมาแต่หยิบเอาน้ำอัดลมปราศจากแคลอรี่นี้มาดื่มแทน
          3. น้ำมะนาว มะนาวเป็นผลไม้ที่ให้รสชาติเปรี้ยว การผสมลงไปในน้ำหรือโซดาแช่เย็น จะทำให้ได้เครื่องดื่มดับกระหายที่แคลอรี่ต่ำ และที่ผมพูดถึงน้ำมะนาวโซดา เพราะว่าประเทศไทยยังมีพื้นที่ที่ใช้น้ำบาดาลหรือน้ำบ่อในครัวเรือน... การใส่มะนาวลงในน้ำเหล่านี้จะทำให้น้ำมีรสชาติดีขึ้น
          4. น้ำผักน้ำผลไม้แยกกาก ในกลุ่มนี้รวมไปถึงน้ำผลไม้ที่ทำจากน้ำผลไม้เข้มข้น กลุ่มนี้คือน้ำที่ที่ผู้ป่วยเบาหวานควรหลีกเลี่ยงรวมไปถึงคนที่ยังไม่ได้เป็นเบาหวานก็ควรระวัง เพราะว่าการไม่มีกากใยจากผลไม้เลยมีแต่น้ำ ทำให้เครื่องดื่มกลุ่มนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “น้ำหวาน”ไม่ใช่ผลไม้ และมีงานวิจัยบางชิ้นที่ระบุว่าการดื่มน้ำผลไม้ในประเภทนี้อาจจะเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานอีกด้วย
          5. น้ำผลไม้ไม่แยกกาก ความหมายในกลุ่มนี้คือการเอาส่วนที่กินได้ของผลไม้ มาปั่นรวมกันแล้วไม่กรองกาก ไม่เติมน้ำตาล ถ้าเป็นแบบนี้ผู้ป่วยเบาหวานสามารถดื่มได้ค่ะ โดยอย่าลืมว่าปริมาณที่ดื่มจะต้องนับอยู่ในสัดส่วนอาหารแลกเปลี่ยน 1 ส่วนเหมือนกับเวลาจะกินผลไม้นั่นเองซึ่งโดยส่วนใหญ่ 1 ส่วนอาหารแลกเปลี่ยนของน้ำผลไม้ 100%  จะมีปริมาณ 80 -120 มล. (ครึ่งแก้ว)
          6. น้ำอัดลมชนิดใส่น้ำตาล ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรดื่ม เพราะว่ามักจะได้แค่น้ำตาลเป็นพลังงานอย่างเดียว ไม่ได้คุณค่าจากวิตามินเกลือแร่ แถมไม่ว่าจะซื้อแบบกระป๋องหรือขวดถ้าดื่มหมดก็มักมีปริมาณน้ำตาลสูงเกินไปทั้งสิ้น
          7. กาแฟ กาแฟที่ผู้ป่วยเบาหวานดื่มได้แบบไม่ต้องกังวลคือกาแฟดำผสมน้ำที่ไม่ใส่ครีมเทียมหรือน้ำตาล หรือชนิดที่ใส่กาแฟแล้วผสมสารทดแทนความหวาน.. ทั้งนี้ควรดูที่ฉลากโภชนาการดีๆในกาแฟที่ใส่ครีมเทียมหรือนม เพราะว่าบางชนิดไม่มีน้ำตาลจริงๆแต่ว่าได้พลังงานจากไขมันในครีมเทียมหรือนมที่เค้าผสมมามาก
          สำหรับคนที่เบื่อการกินกาแฟดำเปล่าๆ ก็อาจจะใช้กาแฟผสมน้ำร้อนแล้วเติมผงอบเชยลงไปนิดนึงให้มีกลิ่นหอมๆ ได้ค่ะ
          8. นมเปรี้ยว นมเปรี้ยวส่วนใหญ่มักผสมน้ำตาล ถ้าจะดื่มให้ระวังและสังเกตที่ฉลากโภชนาการให้ดี ถ้าต้องการคุณค่าจากจุลินทรีย์ ก็อาจจะเปลี่ยนไปรับประทานโยเกิร์ตชนิดน้ำตาลต่ำที่ทำจากนมพร่องมันเนยก็ได้
          9. นม ถึงแม้ว่าในนมจะมีน้ำตาลแลคโตสอยู่ตามธรรมชาติแต่นมเป็นเครื่องดื่มที่ให้คุณค่าของโปรตีนและหลายชนิดมีการเสริมแคลเซียมลงไป ผู้ป่วยเบาหวานก็สามารถดื่มได้โดยคิดตามสัดส่วนอาหารแลกเปลี่ยนตามปกติ โดยนมที่ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกดื่มก็คือนมพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนยชนิด จืด และหลีกเลี่ยงนมรสหวาน เพราะว่าจะได้รับพลังงานจากน้ำตาลที่เติมลงไปมากเกินไป
          10. ชา และนานาพืชสมุนไพร ชาและพืชสมุนไพรหลายชนิดไม่ว่ากระเจี๊ยบ ใบเตย เก๊กฮวย ฯลฯ ถ้าเราต้มแล้วดื่มเองแล้วอยากได้รสหวาน ก็สามารถผสมสารให้ความหวานลงไปเองได้ (ปัจจุบันมีให้เลือกหลายชนิด ไม่ว่าในกลุ่ม แอสปาแตม สพีเวีย ซูคราโลส อะเซซัลเฟม – เค ฯลฯ หลายยี่ห้อ)
          11. เครื่องดื่มแคลอรี่ต่ำ ปัจจุบันมีเครื่องดื่มที่วางตามท้องตลาดหลายชนิดหลายรสชาติที่ให้รสชาติของผลไม้หรือเครื่องดื่มนั้นๆ แต่ว่าใช้สารทดแทนความหวานแทน ทำให้พลังงานที่ได้รับไม่สูงมาก เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากดื่มน้ำผลไม้แต่ไม่อยากได้น้ำตาลเยอะ ซึ่งก่อนดื่มทุกครั้งให้ดูที่พลังงานที่ได้รับว่าไม่ควรมากเกิน
60 กิโลแคลอรี่
          12. น้ำอัดลมชนิดปราศจากน้ำตาล ในปัจจุบันมีหลายยี่ห้อ (แต่น่าเสียดายมีน้อยรสไปหน่อย) ซึ่งหากต้องการคุมระดับน้ำตาลหรือความอ้วนก็สามารถใช้เครื่องดื่มนี้ได้ แต่ทั้งนี้ก็อย่าดื่มากจนเกินไปเพราะมีบางงานวิจัยที่สงสัยว่าอาจจะทำให้ติดรสชาติหวานได้
          13. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่มีน้ำตาล แต่แคลอรี่เพียบนะค่ะ อันนี้ไม่ควรดื่ม
          จะเห็นว่าในตัวอย่างเครื่องดื่มที่ยกมาให้ ผู้ที่เป็นเบาหวานก็มีทางเลือกมามาย ไม่ใช่ว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับรสชาติจืดเพียงอย่างเดียว การเรียนรู้และทำความเข้าใจในเครื่องดื่ม รวมทั้งสัดส่วนอาหารแลกเปลี่ยนก็จะช่วยให้ผู้ที่เป็นเบาหวานใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากขึ้นค่ะ
_____________________________________________________
Data from: Google.com
Images form: ThaiJobsGov
 
 “การล้างพิษ” นับเป็นวิธีการดูแลสุขภาพตามวิถีธรรมชาติที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะการที่เราได้กำจัดเอาสารพิษที่คั่งค้างอยู่ในร่างกายออกไปบ้าง ก็คงให้เรามีสุขภาพและชีวิตที่สดใสมากขึ้น โดยเฉพาะคนไหนที่เป็นคนขับถ่ายยากด้วยแล้ว ยิ่งควรที่จะทำความรู้จักวิธีการดีท็อกซ์เอาไว้ให้มากๆ เพื่อเพิ่มการขับถ่ายสารพิษตกค้างให้เหมาะสมตามแบบที่ควรจะเป็น
การที่คนเรามีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หน้าตาและผิวพรรณไม่สดใส คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร เป็นภูมิแพ้หรือโรคต่างๆ อาจมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายมีสารพิษสะสมอยู่มากก็เป็นได้ ดังนั้น ถ้าไม่อยากป่วยหรือดูสุขภาพไม่ดี มาเริ่มต้นทำดีท๊อกซ์แบบง่ายๆกันเลยดีกว่า

สูตรดีท๊อกซ์
1. น้ำอุ่นกับน้ำมะนาว


วัตถุดิบ
น้ำอุ่น 1 แก้ว
น้ำมะนาวครึ่งลูก

วิธีทำ
ทุกเช้าที่ตื่นขึ้นมา ลองผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว กับมะนาวครึ่งลูก แล้วดื่มทีเดียวจนหมดแก้ว เครื่องดื่มนี้จะช่วยเรื่องระบบขับถ่าย และช่วยชำระล้างลำไส้โดยไม่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารแต่อย่างใด แถมยังช่วยให้ย่อยอาหารได้ดีขึ้นอีกด้วย
2. สูตรเม็ดแมงลัก


วัตถุดิบ
เม็ดแมงลัก 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำเปล่า 1 แก้ว
ผงมะตูม 1 ช้อนชา
วิธีทำ
เนื่องจากในเม็ดแมงลักจะมีกากใยเยอะ การทานเม็ดแมงลักเข้าไปจึงเข้าไปช่วยให้คราบเศษอาหารไม่สามารถเกาะที่บริเวณลำไส้ได้ และเป็นผลให้เราขับถ่ายได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ส่วนผงมะตูมที่ใส่ลงไปเพิ่มนั้น มีไว้สำหรับเพิ่มความหวานและความอร่อย อีกทั้งยังเพิ่มสรรพคุณในการรักษาอาการท้องผูกได้ด้วย เรียกว่าถ้ารับประทานเครื่องดื่มสูตรนี้เข้าไป จะช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างคล่องตัวแน่ๆ

3. สูตรโยเกิร์ต


วัตถุดิบ
โยเกิร์ต ½ ถ้วย
น้ำมะนาว ½ ลูก
น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะ
นมสด 1 กล่อง
วิธีทำ
ถือเป็นสูตรยอดฮิตสำหรับคนที่ต้องการซ่อมแซมระบบขับถ่ายและต้องการสารอาหารที่มีประโยชน์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เพียงแค่คุณนำเอาส่วนผสมทั้งหมดคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน และรับประทานให้หมดในตอนเช้า จากนั้นก็เตรียมตัวเข้าไปนั่งรอในห้องน้ำได้เลย ไม่นานเกินรอแน่ๆ



4. แก้วมังกร


วัตถุดิบ
แก้วมังกร 1 ลูก
น้ำแข็ง 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ
แก้วมังกร จัดเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ช่วยเรื่องระบบการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เพียงแค่นำเนื้อแก้วมังกรมาปั่นให้ละเอียด ผสมน้ำแข็งเข้าไปเล็กน้อย เพื่อทำเป็นเครื่องดื่มให้ดื่มได้ง่ายๆ แก้วมังกรจะเข้าไปช่วยปรับสมดุลแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ช่วยให้การขับถ่ายคล่อง และช่วยแก้ปัญหาท้องผูกให้สลายหายไปได้
มีแต่สูตรง่ายๆที่ทำตามได้ทุกคนทั้งนั้นเลย ใครที่กำลังสนใจลองเลือกวิธีเหล่านี้ไปใช้กันได้นะคะ แล้วปัญหาท้องผูกหรือถ่ายไม่ออกของคุณจะหมดไป พร้อมกันหน้าใสๆและสุขภาพที่แข็งแรงที่เข้ามาแทนที่อย่างแน่นอน

Data from:  dek-d.com และ Nugirl
 
เก๊กฮวย...คุณค่าที่ไม่เคยเชย 
           สมัยก่อนตอนเด็กๆ เรามักจะซื้อน้ำเก๊กฮวยยืนดื่มหน้าตู้แช่เย็นในร้านขายของชำ รสชาติหวานหอม เย็นสดชื่น แก้กระหายได้ดีนักเชียวแต่เดี๋ยวนี่วางขายเป็นขวดสำเร็จรูป ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใส่น้ำตาลและสีผสมอาหารมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ได้ประโยชน์และปลอดภัยมากที่สุดควรซื้อดอกเก๊กฮวยมาต้มเอง ผสมเครื่องสมุนไพรจีนเพิ่มคุณค่าไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย เก๊กฮวยก็ยังครองใจใครหลายๆคน
           เก๊กฮวยเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับเบญจมาศ มีสรรพคุณเป็นฤทธิ์เย็น ช่วยแก้กระหาย แก้ร้อนใน ขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เก๊กฮวยมีสารจำพวกฟลาโวนอยด์กรดอะมิโน สารไครแซนทีมีน สารอะดีนีน โคลีน สตาไคดรีน และน้ำมันหอมละเหยที่รักษาและป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง ลดการเกิดภาวะหัวใจล้มเหลว จัดเป็นสมุนไพรที่ใช้ได้เรื่อยๆ ไร้ผลข้างเคียงใดๆ
            เจริญอาหาร ขับถ่ายดี
           เก็กฮวยมีฤทธิ์เป็นยาเย็น ขับเหงื่อ ดับพิษร้อน แก้ร้อนใน ดื่มทีไรรู้สึกสดชื่น กระปรี่กระเปร่า ช่วยระบายและย่อยอาหารเป็นยาขับลมในลำไส้ บำรุงระบบขับถ่ายให้ทำงานคล่องขึ้น
            ป้องกันโรคหลอดเลือด
           นอกจากดับกระหายแล้ว สารในดอกเก๊กฮวยยังช่วยขยายหลอดเลือดแดงใหญ่ที่สูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจีกทั้งยังดูดซับสารก่อมะเร็งและจุลินทรีย์ไม่ดีออกจากร่างกาย
             ห่างไกลจากหวัด
            นำดอกเก๊กฮวยมาทำเป็นชาร้อนๆจิบบรรเทาอาการหวัด ลดอาการเจ็บคอและปวดศีรษะ ควรดื่มทุกๆ 2 ชั่วโมง จนกว่าอาการจะทุเลา
             เสริมภูมิคุ้มกัน
            สารสกัดจาดดอกเก๊กฮวยออกฤทธิ์ระงับการอักเสบ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ระงับแทรกซ้อนในผู้ป่วยเบาหวาน ชะลอการสร้างกรดยูริก ป้องกันและบรรเทาโรคเกาต์เรื่อรังได้ผลดี จึงเหมาะกับทุกเพศทุกวัยโดยเฉพาะผู้เป็นโรคเรื้อรัง เช่น นอนไม่หลับ เบาหวาน โรคตับ โรคเกาต์ ดื่มน้ำเก๊กฮวยเป็นประจำช่วยได้มากโข
_____________________________________________________
Images form: Google.com
Data from: ThaiJobsGov